ถ้อยแถลงเรื่องความศรัทธาของเดอะแฟมิลี่นานาชาติ
เดอะแฟมิลี่นานาชาติ (TFI)
เป็นชุมชนคริสเตียนผู้อุทิศตนเพื่อบอกเล่าข่าวสารเรื่องความรักของพระเจ้ากับผู้คนทั่วโลก เราเชื่อว่าทุกคนมีสื่อสัมพันธ์กับพระเจ้าได้เป็นส่วนตัว โดยผ่านพระเยซูคริสต์ อันจะนำมาซึ่งความสุข และสันติสุขในใจ รวมทั้งมอบแรงกระตุ้นให้ช่วยเหลือผู้อื่น และแบ่งปันข่าวดีเรื่องความรักของพระองค์ โดยทั่วไปแล้วหลักความเชื่อพื้นฐานของเราสอดคล้องกับคริสเตียนทั่วโลก ทว่าเรายังรวมหลักคำสอนบางอย่างด้วย ซึ่งแตกต่างไปจากธรรมเนียมทั่วๆไป การที่เรานำหลักปฏิบัติพื้นฐานจากกฎเรื่องความรักของพระเจ้ามาปรับใช้ ตามที่พระเยซูสอนไว้ โดยการรักพระเจ้า และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ซึ่งพระองค์กล่าวว่านั่นเป็นการปฏิบัติตาม “กฎและผู้พยากรณ์ทั้งสิ้น” (มัทธิว 22:37-40) ก็บ่งถึงคุณลักษณะพิเศษในชีวิตและความศรัทธาของเรา
พระคำของพระเจ้า
พระคำของพระเจ้าเป็นหลักสำคัญในความเชื่อและแนวทางปฏิบัติของเรา เราเชื่อว่าพระคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้า เขียนโดยผู้คนที่เปี่ยมด้วยศรัทธา ซึ่งได้รับแรงดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ (2 เปโตร 1:21) หลักการที่คงทนยั่งยืนเป็นรากฐานที่เราก่อร่างสร้างความศรัทธา และความจริงในพระคำคือพื้นฐานของข่าวสารที่เราแบ่งปันให้กับผู้อื่น
เราเชื่อว่าพระเจ้ายังทรงพระชนม์ พระองค์ยังคงบอกกล่าวกับผู้คนของพระองค์ในทุกวันนี้ โดยถ่ายทอดข่าวสารของพระองค์ถึงเรา ผ่านนิมิต คำพยากรณ์ ถ้อยคำที่เป็นแนวทางและคำปรึกษา พระคำของพระเจ้าอธิบายแผนการที่พระองค์มีไว้สำหรับมนุษยชาติ พระคำสอนเราถึงการดำเนินชีวิตด้วยความสมัครสมานสามัคคี กับพระเจ้าและผู้อื่น พระคำมอบแนวทางสำหรับการกระทำและการตัดสินใจของเรา พระคำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อพละกำลังและการเจริญเติบโตในทางวิญญาณ
- ยอห์น 1:1; มัทธิว 24:35; ยอห์น 8:31-32; มัทธิว 4:4; โรม 10:17, 15:4; กิจการ 2:17; อาโมศ 3:7; สุภาษิต 1:23
พระเจ้า
เราเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว พระองค์มีอานุภาพทั้งสิ้น รอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง สถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง พระองค์สถิตอยู่ชั่วนิรันดร์ พระองค์เป็นพระผู้สร้าง เป็นผู้ค้ำจุนจักรวาล และสรรพสิ่งในจักรวาล พระคัมภีร์สอนไว้ว่า “พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ” (ยอห์น 4:24) และ “พระเจ้าทรงเป็นความรัก” (1 ยอห์น 4:8) เราเชื่อว่าพระองค์รักและห่วงใยทุกคน ด้วยความรักอันไม่มีที่สิ้นสุดและไม่รู้เสื่อมคลาย พระองค์ปรารถนาให้ชายหญิงและเด็กทุกคนมีความสัมพันธ์กับพระองค์เป็นส่วนตัว
เราเชื่อในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งประกอบด้วยสามพระองค์ ผู้มีคุณลักษณะเด่นชัด และมองเห็นความแตกต่างได้ คือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์
- อิสยาห์ 43:10-11; ยอห์น 4:24; ยอห์น 14:23; 1 ยอห์น 4:19, 5:7; มัทธิว 28:19, 1 โครินธ์ 8:6; วิวรณ์ 4:11
พระเยซูคริสต์
พระเจ้าทรงรักชาวโลกอย่างยิ่ง จึงได้ส่งพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมา เพื่อนำความรอดมาสู่ชาวโลก (ยอห์น 3:16) และสอนมนุษยชาติถึงความรักของพระองค์ พระเยซูเป็นภาพสะท้อนถึงความรักของพระเจ้า พระองค์ยอมทนทุกข์ด้วยการเสียชีวิตบนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ เพื่อมนุษยชาติจะได้สมานไมตรีกับพระเจ้า (อิสยาห์ 53:4-6)
เราเชื่อว่าพระเยซูปฏิสนธิและกำเนิดขึ้นมา จากมาเรียหญิงพรหมจารี ด้วยความมหัศจรรย์ พระองค์รับสภาพเป็นมนุษย์ และใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ เพื่อจะได้กลายเป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ (1 ทิโมธี 2:5) สามวันหลังจากที่พระองค์เสียชีวิตบนไม้กางเขน พระเยซูฟื้นคืนชีพขึ้นมา สี่สิบวันต่อมาพระองค์ล่องลอยขึ้นไปสู่สวรรค์ (กิจการ 1:3) เราเชื่อว่าพระองค์จะกลับมาในอนาคต เพื่อจัดตั้งอาณาจักรแห่งความรักและความชอบธรรมของพระองค์บนโลกนี้
- 1 ทิโมธี 3:16; ยอห์น 1:14; ฟีลิปปี 2:5-11; ฮีบรู 4:14-15; 2 โครินธ์ 5:21; 1 เปโตร 2:24-25; 1 โครินธ์ 15:3-6; มัทธิว 28:18; กิจการ 1:9-11
พระวิญญาณบริสุทธิ์
ก่อนที่พระเยซูจะล่องลอยขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์สัญญาไว้ว่าจะส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาให้ผู้ติดตามของพระองค์ เพื่อเสริมสร้างพละกำลังและมอบแนวทางให้เขา ในชีวิตทางวิญญาณ และสื่อสัมพันธ์ที่เขามีกับพระเจ้า โดยที่จะสถิตอยู่กับเขาเสมอไป (ยอห์น 14:16)
พระวิญญาณบริสุทธิ์นำทางผู้มีความเชื่อไปสู่ความจริงทั้งสิ้น พระองค์สอนให้เขาเข้าใจพระคำของพระเจ้า ช่วยเขาในการอธิษฐาน และมอบพลังอำนาจให้เขาในการเป็นพยานกับผู้อื่น ถึงพระกิตติคุณเรื่องพระเยซูคริสต์ (กิจการ 1:8) เราเชื่อว่าผู้มีความเชื่อทุกคนสามารถรับการเติมพลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยการที่เพียงแต่ขอจากพระเจ้า พลังของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะสะท้อนให้เห็นในชีวิตผู้มีความเชื่อ ผ่านพรสวรรค์ต่างๆทางวิญญาณ ได้แก่ สติปัญญา ความรู้ ศรัทธา การรักษา มหัศจรรย์ และการกล่าวคำพยากรณ์ (1 โครินธ์ 12:4-11)
เราเชื่อว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นสตรีเพศ คือมารดา ในตรีเอกานุภาพของพระเจ้า เป็นมารดาผู้ปลอบโยน และทะนุถนอมเหล่าผู้มีความเชื่อ
- ยอห์น 16:7,13; กิจการ 1:5,8; ยอห์น 14:15-18,26; ลูกา 11:13; โรม 8:26-27; 1 โครินธ์ 12:4-11; สุภาษิต 8:1,23,30
การสร้างสรรค์
เราเชื่อว่าพระเจ้าเนรมิตจักรวาลขึ้นมา ตามเรื่องราวการสร้างสรรค์จากพระคัมภีร์ พระเจ้าสร้างมนุษย์ชายหญิง ตามรูปลักษณะเหมือนพระองค์เอง แล้วระบายลมปราณเข้าไปในตัวเขา (ปฐมกาล 2:7) เขาจึงกลายเป็นดวงวิญญาณที่มีชีวิต ด้วยการสร้างสรรค์จากเบื้องบน ไม่ใช่หลักวิวัฒนาการที่อุบัติขึ้นโดยเหตุบังเอิญ สิ่งสร้างสรรค์ของพระเจ้า ซึ่งเรามองเห็นด้วยตาเปล่า เป็นสักขีพยานที่เด่นชัดว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ ทั้งๆที่เรามองไม่เห็นพระองค์ด้วยตาเปล่า (โรม 1:20)
เราเชื่อว่าพระเจ้ามอบความรับผิดชอบให้มนุษยชาติดูแลโลกและสรรพสิ่งในโลก
- ปฐมกาล 1:1,26-27, 2:15; เพลงสดุดี 8:4-8, 33:6-9; เยเรมีย์ 32:17; ฮีบรู 11:3
ความรอดด้วยความปรานี
เราเชื่อว่าพระเจ้าสร้างชายหญิงคนแรกผู้ปราศจากความบาป พระองค์ให้เขามีอิสระตัดสินใจเลือก แต่เขาหลงทำความบาป เพราะเขาเลือกไม่เชื่อฟังพระเจ้า จากการที่ความบาปเข้ามาสู่โลกเช่นนี้ มนุษย์ทุกคนจึงกลายเป็นคนบาปโดยธรรมชาติ (โรม 5:12-14) แต่ว่า “พระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะมิได้พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 3:16) ด้วยเหตุนี้เองเราจึงเชื่อว่าทุกคนที่ยอมรับการยกโทษต่อบาปจากพระเจ้า โดยผ่านพระเยซูคริสต์ ก็จะได้รับการให้อภัย สมานไมตรีกับพระเจ้า และจะได้อยู่กับพระเจ้าตลอดไป
ความรอด(คือการไถ่บาป) เป็นของกำนัลจากความรัก ความเมตตา และการให้อภัยจากพระเจ้า โดยผ่านการเชื่อในพระเยซู “มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่” (ทิตัส 3:5) เมื่อได้รับของกำนัลคือความรอดแล้ว ผู้ที่เชื่อก็มีความรอดตลอดไป หลังจากที่เสียชีวิต เขาก็จะได้อยู่ในสวรรค์ตลอดไป “เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่เขา และเขาจะไม่พินาศเลย จะไม่มีผู้ใดแย่งชิงเขาไปจากมือของเราได้” (ยอห์น 10:28) ผู้มีความเชื่อจะเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ทำผิดพลาดต่อไป และต้องได้รับการให้อภัยจากพระเจ้า แต่ทั้งๆที่เขาขาดตกบกพร่องและทำบาป เขาก็จะไม่มีวันสูญเสียความรอด
- ปฐมกาล 3:17-19; 1 โครินธ์ 15:21-22; โรม 3:23: 6:23; เอเฟซัส 2:7-9; 1 ยอห์น 1:8; กิจการ 4:12; 1 ยอห์น 5:12; โรม 5:8-9, 8:38-39
ศรัทธา
พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าให้เกียรติและมอบบำเหน็จรางวัลให้แก่ผู้ที่เข้ามาใกล้ชิดพระองค์ด้วยศรัทธา (ฮีบรู 11:6) ศรัทธาเพิ่มพูนและมั่นคงยิ่งขึ้น จากการศึกษาพระคำของพระเจ้า (โรม 10:17) และศรัทธาในชีวิตจริงจะส่งผลออกมาเป็นการกระทำ (ยากอบ 2:17) เราเชื่อว่าศรัทธาของเราควรจะรวมอยู่ในทุกแง่ทุกมุมของชีวิต และในการที่เราติดต่อพูดคุยกับผู้อื่น “คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” (โรม 1:17)
เราเชื่อว่าพระเจ้าห่วงใยลูกของพระองค์แต่ละคน โดยแสวงหาที่จะนำทาง เกื้อหนุน ปลอบโยน มอบพละกำลัง และจัดหาปัจจัยให้แก่เขา ศรัทธาของเราจะมอบพลังอำนาจให้เราไว้วางใจพระองค์ สำหรับความท้าทายต่างๆในชีวิต ถึงแม้ว่าเราไม่เข้าใจวิถีทางของพระองค์เสมอไป หรือไม่เข้าใจว่าทำไมพระองค์จึงปล่อยให้เราประสบกับความยากลำบาก เมื่อเราถวายชีวิต ความหวัง และอนาคตไว้ให้หัตถ์อันรักใคร่ของพระองค์ เราก็ไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทำตามคำสัญญาที่มอบไว้กับเรา ผู้ซึ่งรักพระองค์ ไม่ว่าเราจะประสบอะไรก็ตามในชีวิต พระองค์จะบันดาลให้ทุกสิ่งลงเอยด้วยดี (โรม 8:28)
- ฮีบรู 11:1,6; มาระโก 9:23; มัทธิว 8:24-26; 2 โครินธ์ 5:7; มัทธิว 9:29; ฮีบรู 10:35; สุภาษิต 3:5-6; อิสยาห์ 55:8-11; เพลงสดุดี 27:13-14, 23:1-4, 34:15, 17-19, 91:14-16
การดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระเจ้า
เราเชื่อว่าชีวิตของคริสเตียนควรจะเป็นแบบอย่างความรักของพระเจ้า ทั้งในถ้อยคำและการกระทำ ชีวิตของเราควรจะสะท้อนให้เห็นค่านิยมทางวิญญาณตามที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์ อาทิเช่น ความรัก ความยินดี สันติสุข ความอดกลั้น ความกรุณา ความดี ความสัตย์ซื่อ ความอ่อนโยน และการสะกดกลั้นใจตนเอง (กาลาเทีย 5:22-23)
เรายึดถือคำว่ากล่าวตักเตือนในพระคัมภีร์ ว่า “อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก” (1 ยอห์น 2:15) เราเข้าใจว่านี่หมายความว่าผู้ที่มีความเชื่อควรจะหลีกเลี่ยงการมีแนวทางปฏิบัติหรือดำเนินตามสังคมทางโลกที่ไม่สอดคล้องกับคำสอนของพระเยซู รวมทั้งหลีกเลี่ยงการทำตามทรรศนะและค่านิยมที่ขัดกับคำสอนของพระเจ้า
ถึงแม้เราเชื่อแน่ว่าความรอดคงอยู่ชั่วนิรันดร์ และจะไม่มีวันสูญเสียไป ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะกระทำการอันใดก็ตาม แต่เมื่อการกระทำของเราไม่สอดคล้องกับคำบัญชาของพระเยซู ที่ให้รักพระเจ้าและรักผู้อื่น เราอาจห่างเหินไปจากพระองค์ก็ได้ เราเชื่อว่าเราควรมุ่งมั่นที่จะเจริญรอยตามพระเยซู โดยดำเนินชีวิตตามหลักการในพระคำของพระองค์ เอาชนะจุดอ่อนส่วนตัว และบาปที่เป็นอุปสรรคต่อสื่อสัมพันธ์ที่เรามีกับพระองค์และผู้อื่น
เนื่องจากร่างกายเราเป็นวิหารที่มีชีวิตของพระองค์ ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ เราจึงเชื่อว่าคริสเตียนควรมุ่งมั่นที่จะรักษาวิถีชีวิตเพื่อการมีสุขภาพพลานามัยดีเช่นกัน (1 โครินธ์ 6:19-20)
- 1 ยอห์น 2:5-6; ยากอบ 2:26; 1 ยอห์น 2:15-17; โรม 12:1-2; สุภาษิต 16:6; ยากอบ 3:17-18
การติดต่อสื่อสารกับพระเจ้า
การอธิษฐานเป็นลู่ทางที่เราติดต่อสื่อสารกับพระเจ้า เราสะท้อนให้เห็นว่าเราหมายพึ่งพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน เราบ่งบอกว่าเราสรรเสริญและขอบคุณพระองค์ เรากล่าวคำอ้อนวอนเพื่อขอปัจจัยที่จำเป็นสำหรับเราและผู้อื่น
เราเชื่อว่าการอธิษฐานควรเป็นแง่มุมที่มีชีวิตชีวาในสื่อสัมพันธ์ที่เรามีกับพระเจ้า ซึ่งไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น การอธิษฐานปลดปล่อยพลังอำนาจของพระเจ้า โดยนำมาซึ่งคำตอบ การจัดหาปัจจัย การรักษา การปลอบโยน สันติสุขในใจ แนวทาง และความมหัศจรรย์ ตามความประสงค์ของพระองค์ พระเยซูกล่าวไว้ว่า “เมื่อท่านจะอธิษฐานขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น” (มาระโก 11:24)
เราเชื่อว่าพระเจ้าแสวงหาที่จะติดต่อสื่อสารกับผู้คน พระองค์ปรารถนาที่จะสถิตอยู่ในชีวิตของแต่ละบุคคลอย่างใกล้ชิด โดยมอบแนวทาง กำลังใจ และคำแนะนำให้ พระองค์กล่าวกับจิตใจของทุกคนที่แสวงหาพระองค์ ทั้งผ่านลู่ทางที่มองไม่เห็น และสัญญาณที่มองเห็นได้ โดยแสดงว่าพระองค์สถิตอยู่ด้วย
พระเจ้าสัญญาไว้ว่าจะให้ถ้อยคำของพระองค์เป็นที่รู้แจ้งแก่ลูกๆของพระองค์ โดยผ่านพระวิญญาณ (สุภาษิต 1:23) ความสามารถที่จะได้รับข่าวสารจากพระเจ้าโดยตรง กล่าวถึงไว้ในพระคัมภีร์ว่าเป็นพรสวรรค์ด้านการรับคำพยากรณ์ คำพยากรณ์เป็นพรสวรรค์จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งมีพร้อมไว้ให้กับผู้มีความเชื่อ และอาจมีบทบาทที่แข็งขันในชีวิตประจำวันของเขา (กิจการ 2:17)
- เยเรมีย์ 33:3; ยอห์น 14:13-14; มัทธิว 7:7-8; 1 ยอห์น 5:14-15; 1 เธสะโลนิกา 5:17; โรม 12:6; กิจการ 2:17-18; สุภาษิต 3:5-6; เอเซฟัส 5:20; เพลงสดุดี 34:1
งานมอบหมายอันยิ่งใหญ่
พระเยซูมอบหมายให้คริสเตียนบอกเล่าถึงข่าวดีเรื่องความรักและความรอดของพระองค์กับผู้อื่น (มาระโก 16:15) ความรักและความรอดที่พระเจ้ามอบให้ผ่านพระเยซู เป็นของกำนัลสำหรับมวลมนุษย์ โดยมุ่งหมายให้แบ่งปันกับผู้อื่น เราเชื่อว่าคริสเตียนควรจะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้คนในวงสังคมทุกระดับ ด้วยการมอบข่าวสารของพระเจ้า ในแง่ที่สอดคล้องกับค่านิยมของคริสเตียน
พระเยซูเป็นแบบอย่างแก่ผู้ติดตามของพระองค์ โดยที่ไม่เพียงแต่สอนความจริงทางวิญญาณ ทว่าหยิบยื่นให้กับผู้คนที่ขัดสนด้วยความเมตตากรุณา รวมทั้งคนยากจนและผู้ด้อยโอกาส เราเชื่อว่าคริสเตียนควรมุ่งมั่นที่จะปลอบโยน อนุเคราะห์ และหล่อเลี้ยงผู้ที่ขัดสนเช่นกัน
- มัทธิว 28:19-20; 2 ทิโมธี 4:2; ดาเนียล 12:3; กิจการ 26:18; มัทธิว 5:14, 16; ลูกา 9:1-2; มัทธิว 10:8; สุภาษิต 3:27; สุภาษิต 19:17; 1 โครินธ์ 16:14
ชุมชนแห่งศรัทธา
เราเชื่อว่าเหล่าผู้มีความเชื่อเป็นหมู่คณะทางวิญญาณ ประกอบด้วยทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ วงมิตรภาพของคริสเตียนไม่ได้มีข้อกำหนดอยู่ที่อาคารสิ่งก่อสร้าง นิกาย หรือสถาบัน ทว่าเป็นชุมชนแห่งศรัทธา ซึ่งผนึกพลังกันในวิญญาณและความรัก “พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง” (ยอห์น 4:24)
เราเชื่อว่าเรื่องราวจากพระคัมภีร์ใหม่เกี่ยวกับวงมิตรภาพที่ใกล้ชิด ความเพียรพยายามด้วยการร่วมมือร่วมใจ และความสมัครสมานสามัคคีของเหล่าผู้มีความเชื่อในยุคแรกเริ่ม ไม่เพียงแต่บรรยายถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เท่านั้น ทว่ายังเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้มีความเชื่อในรุ่นต่อๆมาด้วย
สมาชิกของเดอะแฟมิลี่นานาชาติเป็นส่วนหนึ่งในชุมชนแห่งศรัทธาที่มีอยู่ทั่วโลก โดยการถือว่าเขาเป็นพี่น้องกันในวิญญาณ ผนึกกำลังกันในความศรัทธาและวัตถุประสงค์ เราเชื่อว่าพระเยซูสละชีวิตเพื่อเราฉันใด “เราก็ควรจะสละชีวิตเพื่อพี่น้องฉันนั้น” (1 ยอห์น 3:16) โดยรับใช้กันด้วยความรักและการโอนอ่อนผ่อนปรน (กาลาเทีย 5:13) เราเชื่อว่าเราควรจะร่วมงานกับผู้อื่นด้วยความสามัคคีกลมเกลียว ในฐานะที่เป็นคริสเตียน เพื่อแบ่งปันความรักของพระเจ้าให้กับชาวโลก และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น
- 1 เปโตร 2:5; เอเฟซัส 2:19-22; 1 โครินธ์ 12:12-14; กิจการ 2:46; 1 ยอห์น 1:7; เพลงสดุดี 133:1; 1 เปโตร 4:8; ยอห์น 15:13
เจ้าสาวของพระคริสต์
สื่อสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับผู้คนของพระองค์ หรือระหว่างพระคริสต์กับเหล่าผู้มีความเชื่อ ในพระคัมภีร์เปรียบเทียบไว้ว่าเหมือนกับเจ้าบ่าวกับเจ้าสาว พระคัมภีร์กล่าวว่า “เพราะผู้สร้างเจ้าเป็นสามีของเจ้า พระนามของพระองค์คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา” (อิสยาห์ 54:5) และกล่าวไว้ว่าเรา “ตกเป็นของพระองค์ผู้ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตายแล้ว เพื่อเราจะได้เกิดผลถวายแด่พระเจ้า” (โรม 7:4)
เราเชื่อว่าข้อเปรียบเทียบกับชีวิตสมรสที่ใช้ในพระคัมภีร์เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ทางวิญญาณอันลึกซึ้ง ระหว่างพระเยซูกับเหล่าผู้มีความเชื่อ เป็นสัญลักษณ์ถึงการผนึกความคิดจิตใจและวิญญาณอย่างแน่นแฟ้น ซึ่งพระเยซูปรารถนาจากผู้ติดตามของพระองค์แต่ละคน
- โฮเชยา 2:19-20; อิสยาห์ 61:10, 62:5; เอเฟซัส 5:25; วิวรณ์ 19:7-9
การเป็นสาวก
คุณลักษณะของสาวกคริสเตียนคือการปวารณาตนที่จะเชื่อและปฏิบัติตามคำสอนของพระเยซู “ถ้าท่านดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง” (ยอห์น 8:31) เราเชื่อว่าพระเยซูยังคงท้าทายผู้มีความเชื่อในปัจจุบันให้ติดตามพระองค์ และดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์ การที่พระเยซูเรียกผู้ใดมาทำงานรับใช้พระองค์ ยังคงสำคัญและไม่ได้เปลี่ยนไปเลย นับจากตอนที่พระองค์ร้องเรียกชาวประมงบนชายฝั่งทะเลฆาลิลายนานมาแล้ว ว่า “ตามเรามาเถิด เราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคน ดั่งหาปลา” (มัทธิว 4:19)
แบบอย่างในพระกิตติคุณบ่งบอกถึงชีวิตของพระเยซู และสาวกผู้ใกล้ชิดของพระองค์ ซึ่งได้รับมอบหมายในชีวิตให้ทำงานรับใช้พระเจ้า เราเชื่อว่าพระเจ้ายังคงร้องเรียกผู้คนให้อุทิศชีวิตเพื่อทำงานรับใช้พระองค์ในทุกวันนี้ เขาจะสละเวลาหรือแหล่งปัจจัยให้กับพระเยซูในรูปแบบใดและมากน้อยแค่ไหน ก็สุดแล้วแต่ศรัทธาและความเชื่อมั่นส่วนตัว
- ลูกา 9:23-24; ยอห์น 8:31-32; ยอห์น 15:16; ยอห์น 12:26; มาระโก 8:34-38
กฎเรื่องความรักของพระเจ้า
เราเชื่อว่ากฎเรื่องความรักของพระเจ้า ดังที่อธิบายไว้ในมัทธิว 22:35-40 ควรจะครอบคลุมวิถีชีวิตของคริสเตียนทุกแง่ทุกมุม และครอบคลุมการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น มีผู้เชี่ยวชาญด้านบัญญัติโมเสสทดสอบพระเยซูด้วยคำถามนี้ “‘อาจารย์ บัญญัติข้อใดยิ่งใหญ่ที่สุด?’ พระเยซูตอบเขาว่า ‘รักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าสุดจิตสุดใจ สุดความคิดและดวงวิญญาณ’ นี่เป็นบัญญัติข้อต้นข้อใหญ่ ข้อที่สองก็เหมือนกัน ‘รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’ ในบัญญัติสองข้อนี้ก็รวมบัญญัติและผู้พยากรณ์ทั้งหมดไว้” ฉะนั้นเราจึงเชื่อว่าการกระทำของคริสเตียนควรจะมีความรักที่เสียสละและไม่เห็นแก่ตัวเป็นแรงจูงใจ ได้แก่ความรักของพระเจ้าที่มีต่อเพื่อนมนุษย์
กฎเรื่องความรักของพระเจ้าเป็นการปฏิบัติตามบัญญัติในพระคัมภีร์อย่างครบถ้วน ซึ่งรวมไปถึงบัญญัติสิบประการ เพราะเป็นการปฏิบัติตามแก่นแท้ในบัญญัติดังกล่าว “บัญญัติทั้งสิ้นครบถ้วนในคำเดียว แม้แต่คำนี้ ท่านจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (กาลาเทีย 5:14) เราจึงเชื่อว่าด้วยความรอดและกฎเรื่องความรักของพระองค์ คริสเตียนก็ได้รับการปลดปล่อยจากบัญญัติของโมเสสในพระคัมภีร์เดิม และไม่มีข้อเรียกร้องให้ถือปฏิบัติตามนั้นอีกต่อไป โดยที่เขายึดถือบัญญัติที่สูงส่งกว่าแทน คือกฎเรื่องความรักของพระคริสต์ ซึ่งควรนำทางเขาในสื่อสัมพันธ์ทั้งสิ้นกับผู้อื่น
- โรม 13:8-10; ยากอบ 2:8; กาลาเทีย 2:16, 3:23-25; โรม 13:10; ยอห์น 13:34; โรม 10:4; มัทธิว 5:38-46
อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระองค์
อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระองค์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า “พิธีมหาสนิท” คือพิธีง่ายๆที่พระเยซูขอให้ผู้ติดตามของพระองค์ประกอบ โดยรำลึกถึงการที่พระองค์เสียสละเพื่อมนุษยชาติ (1 โครินธ์ 11:25) กลุ่มผู้มีความเชื่อทานขนมปังซึ่งหักเป็นชิ้นๆ อันเป็นสัญลักษณ์ถึงร่างของพระเยซูที่แตกสลายเพื่อรักษาร่างของเรา และดื่มไวน์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนโลหิตของพระคริสต์ ซึ่งหลั่งเพื่อไถ่บาปของเรา เราเชื่อว่าจากการที่พระคริสต์ยอมทนทุกข์และตายบนไม้กางเขน พระเจ้าไม่เพียงแต่มอบความรอดให้แก่ดวงวิญญาณมนุษย์ทุกคนเท่านั้น แต่มอบการเยียวยารักษาโรคภัยทางร่างกายให้ด้วย
- มัทธิว 26:26-28; ลูกา 22:17-20; ยอห์น 6:51; 1 โครินธ์ 11:23-26; อิสยาห์ 53:5
ชีวิตภายภาคหน้า
เราเชื่อว่าทุกคนมีดวงวิญญาณอมตะ เมื่อเขาล่วงลับไป ดวงวิญญาณของเขาก็จะก้าวไปสู่ชีวิตภายภาคหน้า ซึ่งเขาจะได้รับบำเหน็จรางวัล หรือถูกตัดสิน จากการกระทำของเขาในชีวิตบนโลกนี้ และถูกส่งไปยังสถานที่ต่างๆในชีวิตภายภาคหน้า ตามความเหมาะสม
พระเจ้าได้จัดเตรียมสถานที่ในสวรรค์ซึ่งมีความงดงาม สันติสุข และความชื่นชมยินดีชั่วนิรันดร์ สำหรับทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ (1 โครินธ์ 2:9) และรับของกำนัลจากพระองค์ คือความรอด “พระองค์จะทรงสถิตกับเขา เขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระเจ้าเองจะประทับอยู่กับเขา และจะทรงเป็นพระเจ้าของเขา พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยาดหยดให้เขา ความตายจะไม่มีอีกต่อไป ความคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป” (วิวรณ์ 21:3-4)
ถึงแม้ว่าการได้ไปสวรรค์เป็นของกำนัล เราก็เชื่อว่าบำเหน็จรางวัลที่ผู้มีความเชื่อได้รับในชีวิตภายภาคหน้า ขึ้นอยู่กับการกระทำของเขาบนโลกนี้ ว่าเขาดำเนินชีวิตตามกฎเรื่องความรักของพระเจ้าหรือเปล่า
พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้า “ไม่ประสงค์ให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศ แต่ทรงปรารถนาที่จะให้คนทั้งปวงกลับใจเสียใหม่” (2 เปโตร 3:9) โดยที่พระเยซูประกาศต่อวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้วและถูกจองจำอยู่ (1 เปโตร 3:18-20, 4:6, เราเชื่อว่าพระองค์ยังคงแสวงหาที่จะสมานไมตรีกับสรรพสิ่งทั้งปวง (โคโลสี 1:20) เราไม่ถือว่าทุกคนที่เสียชีวิตโดยไม่ได้รับพระเยซูคริสต์ไว้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด จะถูกสาปส่งไปลงนรกโดยอัตโนมัติ เพื่อรับทุกข์ทรมานและความเศร้าสลด เขาจะไม่หมดหวังตลอดกาลที่จะรับความรอดหรือการไถ่บาป เราเชื่อว่าพระเจ้ายังคงรักผู้ที่ตายไปโดยปราศจากความรอด และหาทางช่วยให้เขาได้รู้ความจริง (1 ทิโมธี 2:4)
- ยอห์น 14:1-3; 1 เปโตร 1:3-5; 2 โครินธ์ 5:1-2; 1 ทิโมธี 2:4, 4:10; วิวรณ์ 20:11-13; โรม 5:18,21; 2 โครินธ์ 5:10, 18-19; โรม 8:18; วิวรณ์ 22:12; 1 โครินธ์ 3:13-15
ทูตสวรรค์และผู้มีความเชื่อที่ล่วงลับไปแล้ว
ทูตสวรรค์เป็นวิญญาณทรงพลังซึ่งพระเจ้าสร้างขึ้นมาและมอบหมายให้คอยดูแลมนุษย์ ในพระคัมภีร์มีตัวอย่างมากมายถึงการที่ทูตสวรรค์ยื่นมือเข้ามาปกป้องคุ้มครอง ช่วยเหลือ และมอบข่าวสารให้แก่ผู้คนของพระเจ้า เราเชื่อว่าทูตสวรรค์ยังคงทำเช่นนั้นอยู่ทุกวันนี้
เราเชื่อว่านอกเหนือจากทูตสวรรค์แล้ว พระเจ้ายังมอบพลังให้แก่วิญญาณของผู้มีความเชื่อที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อคอยช่วยเหลือและมอบข่าวสารให้แก่ผู้คนของพระองค์ ตัวอย่างจากข้อพระคัมภีร์ในเรื่องนี้มีอยู่ในเรื่องราวของวิญญาณผู้พยากรณ์ที่ล่วงลับไปแล้ว คือโมเสสและเอลียาห์ ผู้ซึ่งมาปรากฏตัวและปรึกษาหารือกับพระเยซู (ลูกา 9:28-31) เปาโลกล่าวถึงผู้มีความเชื่อที่ล่วงลับไปแล้วว่าเป็น “พยานหมู่ใหญ่” ที่คอยดูแลชาวโลก (ฮีบรู 12:1)
- เพลงสดุดี 34:7, 91:11-12; 2 พงศ์กษัตริย์ 6:15-17; กิจการ 12:7-11; มัทธิว 1:20-24; ลูกา 2:9-15; วิวรณ์ 19:10; ฮีบรู 12:22-23
สงครามทางวิญญาณ
เราเชื่อว่ามีโลกวิญญาณ ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อันเป็นที่สถิตของพระเจ้า ทูตสวรรค์ และวิญญาณต่างๆ รวมไปถึงซาตาน (จอมปีศาจ) ซึ่งเป็นศัตรูต่อความชอบธรรมทั้งสิ้น ซาตานและวิญญาณชั่วร้ายต่อต้านขัดขืนพระเจ้า มันเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดความชั่วร้ายและความทุกข์ทรมาน ซึ่งมนุษยชาติต้องประสบมาตลอดทุกยุคทุกสมัย
เราเชื่อว่ามีการขับเคี่ยวสงครามทางวิญญาณอย่างดุเดือด ระหว่างความดีกับความชั่ว ระหว่างพระเจ้าและกองกำลังฝ่ายดีงาม กับซาตานและขุมกำลังที่ชั่วร้ายของมัน ต่างฝ่ายต่างก็หาทางชักจูงดวงวิญญาณและความคิดมนุษย์ และแนวทางประวัติศาสตร์
เราเชื่อว่าคริสเตียนมีบทบาทในสงครามทางวิญญาณดังกล่าวได้ ด้วยการเลือกทางที่ดำเนินไปตามแบบอย่างของพระเจ้า และทำงานรับใช้เพื่อให้อาณาจักรของพระเจ้าก้าวหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม บางคนกระทำการที่ผิดแบบอย่างของพระเจ้า เขาจึงส่งเสริมความเพียรพยายามของขุมกำลังชั่วร้าย เพื่อหยุดยั้งความศรัทธาและความดีงาม (เอเฟซัส 6:12)
พระคัมภีร์ทำนายว่าซาตานและขุมกำลังของมันจะพ่ายแพ้ในบั้นปลาย แผนการของพระเจ้าสำหรับมวลมนุษย์จะได้รับชัยชนะ (วิวรณ์ 20:1-3, 10) ในที่สุดพระเยซูจะจัดตั้งอาณาจักรขึ้นบนโลกนี้ และ “อาณาจักรทั้งหลายแห่งพิภพนี้จะกลายเป็นอาณาจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้า และเป็นของพระคริสต์ พระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิจ” (วิวรณ์ 11:15)
- กิจการ 26:18; ลูกา 10:18: 1 เปโตร 5:8; วิวรณ์ 12:7-9; 1 ยอห์น 3:8; 1 โครินธ์ 10:3-5; เอเฟซัส 6:11-12
พลังจากเบื้องบน
พระคัมภีร์บันทึกการกระทำที่มหัศจรรย์ปาฏิหาริย์ของพระเจ้านานับประการ ซึ่งเหนือล้ำคำอธิบายใดๆ เราเชื่อว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาโดยตลอด พระเจ้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างมหัศจรรย์ปาฏิหาริย์ โดยเปลี่ยนเหตุการณ์และสภาวะต่างๆในโลกวัตถุ พระองค์ยังคงทำเช่นนั้นในปัจจุบัน เพื่อสะท้อนให้เห็นความรักและพลังอำนาจของพระองค์
เมื่อพระเยซูลงมาสู่โลกนี้ พระองค์ไม่เพียงบ่งบอกถึงความรักที่มีต่อมวลมนุษย์ ด้วยการสมานจิตใจและวิญญาณของเขาเท่านั้น แต่พระองค์ยังทำมหัศจรรย์ด้วยการเลี้ยงอาหารผู้ที่หิวโหย รักษาคนเจ็บป่วยและคนพิการ “พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และเวลาวันนี้ และสืบไปเป็นนิจ” (ฮีบรู 13:8) เราจึงเชื่อว่าพระองค์ยังคงทำมหัศจรรย์อยู่ในปัจจุบันนี้
- มัทธิว 4:23-24; 10:1; มาระโก 16:17-18; มัทธิว 8:16-17; ลูกา 7:12-16; 1 โครินธ์ 12:7-10
กุญแจไขไปสู่อาณาจักร
เราเชื่อว่าพรสวรรค์ทางวิญญาณที่พระเยซูมอบให้แก่สาวกดั้งเดิมของพระองค์ มีไว้สำหรับผู้ติดตามในปัจจุบันเช่นกัน เมื่อพระเยซูกล่าวว่า “เราจะมอบกุญแจอาณาจักรแห่งสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน ท่านจะผูกมัดสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกผูกมัดในสวรรค์ เมื่อท่านจะปล่อยสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกปล่อยในสวรรค์” (มัทธิว 16:19) เราเชื่อว่าพระองค์มอบกุญแจไขไปสู่อาณาจักรทางวิญญาณให้ผู้ติดตามของพระองค์จริง ซึ่งหมายถึงพลังมหาศาลของพระองค์ ผู้มีความเชื่อเอ่ยอ้างกุญแจไขไปสู่อาณาจักรในคำอธิษฐานได้ เพื่อให้พลังอำนาจของพระเจ้าพรั่งพรูมาปฏิบัติการในสถานการณ์ใดๆ โดยสอดคล้องกับความประสงค์ของพระองค์
- มัทธิว 18:8; ลูกา 10:19; วิวรณ์ 1:18
ชีวิตครอบครัว
เราเชื่อว่าพระเจ้าตั้งใจให้สถาบันครอบครัวเป็นพื้นฐานของสังคม พระองค์บัญญัติให้ครอบครัวแบ่งปันชีวิตและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ครอบครัวเป็นส่วนสำคัญในการทะนุถนอมและดูแลเอาใจใส่เด็กๆ
เด็กเป็นของกำนัลจากพระเจ้า ซึ่งพระองค์ได้อวยพรและไว้วางใจให้เราดูแล “การมีบุตรชายหญิงย่อมเป็นของประทานจากพระองค์ และการตั้งครรภ์นั้นคือรางวัลของพระองค์” (เพลงสดุดี 127:3) เราเชื่อว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้ปกครองคริสเตียนที่จะดูแลเอาใจใส่บุตรหลาน รวมทั้งปลูกฝังหลักการที่เป็นไปตามแบบอย่างของพระเจ้า และค่านิยมที่มีคุณธรรม โดยมีความเคารพนับถือ มีความรักต่อพระเจ้าและผู้อื่น (เอเฟซัส 6:4)
เราเชื่อว่าพระเจ้าสร้างสรรค์และบัญญัติให้ชายหญิงร่วมชีวิตคู่กัน และชีวิตคู่เป็นความสัมพันธ์อันดีเลิศสำหรับการก่อร่างสร้างครอบครัวที่มั่นคง ผู้มีความเชื่อที่ทำการสมรสกัน ก็ก้าวเข้าสู่พันธสัญญาต่อหน้าพระเจ้า โดยปวารณาตนที่จะรัก ดูแลเอาใจใส่ และมีความรับผิดชอบต่อภรรยา สามี และลูกๆ (มัทธิว 19:6)
- เพลงสดุดี 68:6; เอเฟโซ 6:1-4; ปฐมกาล 2:18, 21-24; เอเฟซัส 5:25-31; เพลงสดุดี 127:3-5; มัทธิว 19:13-14; สุภาษิต 22:6; พระราชบัญญัติ 6:5-7
เพศสัมพันธ์
เราเชื่อว่าพระเจ้าสร้างสรรค์และดลบันดาลให้มีเพศสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เราถือว่านี่เป็นเรื่องตามธรรมชาติในชีวิต พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าบอกชายหญิงคู่แรกว่า “จงบังเกิดทวีคูณขึ้นทั่วทั้งแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:28) พระเจ้า“ทอดพระเนตรดูสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้” ซึ่งบ่งชัดเจนว่ารวมไปถึงชายหญิงคู่แรก พร้อมทั้งร่างกายและเพศสัมพันธ์ด้วย “และเห็นว่าดีแล้ว” (ปฐมกาล 1:31)
เราจึงเชื่อว่าเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง เมื่อถือปฏิบัติตามที่พระเจ้ามุ่งหมาย ตั้งใจ และลิขิตไว้ ระหว่างผู้ใหญ่ที่ยินยอมพร้อมใจกัน ก็เป็นสิ่งแสนวิเศษที่บริสุทธิ์ และเป็นธรรมชาติ ในสิ่งสร้างสรรค์ของพระเจ้า ซึ่งอนุญาตให้ทำได้ตามข้อพระคัมภีร์
- ปฐมกาล 1:26-28; ปฐมกาล 2:18-25; ทิตัส 1:15; โรม 13:10; กาลาเทีย 5:22-23
คุณค่าของความเป็นมนุษย์
เราเชื่อว่าชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่ควรเคารพนับถือ และเป็นสิทธิของแต่ละบุคคลที่จะได้รับการปฏิบัติในฐานะรายบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นมา ตามรูปลักษณะของพระเจ้า ในฐานะคริสเตียน เรามีหน้าที่รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (มาระโก 12:31) ไม่ว่าเขาจะมีชั้นวรรณะ เพศ สีผิว ความเชื่อ สัญชาติ ศาสนา หรือฐานะทางสังคมอย่างไร เราคัดค้านการกระทำที่มีอคติ และการใช้กำลังรุนแรง ซึ่งขัดแย้งกับความมุ่งหมายของพระเจ้า
เราเชื่อว่าชีวิตนับตั้งแต่การปฏิสนธิไปจนถึงมรณกรรม เป็นของกำนัลล้ำค่าจากพระเจ้า ซึ่งควรให้ความเคารพ และดูแลรักษา เนื่องจากพระเจ้าเป็นผู้เดียวที่มอบชีวิตให้ เราจึงเชื่อว่าเวลาที่มนุษย์แต่ละคนจะจบชีวิตนี้ไป ก็ควรฝากไว้กับพระองค์เช่นกัน (เพลงสดุดี 31:15)
- ปฐมกาล 1:27; 2:7; เพลงสดุดี 139:14-16; กาลาเทีย 6:10; โรม 2:11; 1 โครินธ์ 16:14
ความรับผิดชอบซึ่งพลเมืองที่ดีพึงปฏิบัติ
เราเชื่อว่าผู้มีความเชื่อมีหน้าที่เป็นพลเมืองดี ในทุกด้านที่สอดคล้องกับค่านิยมของคริสเตียน โดยมีความซื่อสัตย์สุจริต และบำเพ็ญประโยชน์เพื่อความผาสุกของชุมชน เรายึดถือหลักคำสอนจากข้อพระคัมภีร์ที่ว่า “ให้ทุกคนยอมอยู่ภายใต้ผู้มีอำนาจหน้าที่” (โรม 13:1) อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่กฎหรือระเบียบการละเมิดความเลื่อมใสศรัทธาของผู้มีความเชื่อ หรือสิทธิในการถือปฏิบัติตามความเลื่อมใสศรัทธา เราเชื่อว่าคริสเตียนควรจะทำตามความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจ (กิจการ 5:27-29)
- โรม 12:18; 13:1-7; 1 เปโตร 2:17; มัทธิว 22:20-21; กิจการ 4:19-20
พระเยซูกลับมาครั้งที่สอง
เราเชื่อว่าพระคัมภีร์บอกกล่าวไว้ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริง ดังคำทำนายมากมายที่เกิดขึ้นแล้วตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา เราเชื่อว่าขณะนี้เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาซึ่งเป็นที่รู้จักกันในข้อพระคัมภีร์ว่า “วาระสุดท้าย” ซึ่งกล่าวถึงยุคก่อนหน้าที่พระเยซูจะกลับมา (2 ทิโมธี 3:1) เมื่อพระองค์กลับมาครั้งที่สอง ก็จะนำมาซึ่งยุคมิลเลเนี่ยมยุคใหม่ ซึ่งประกอบด้วยสันติสุข สงครามและความรุนแรงจะยุติลง จะมีความเที่ยงธรรม และความเสมอภาคทั่วหน้ากัน (มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักความเชื่อของเราเรื่อง “กาลอวสาน”)
- ดาเนียล 12:4; มัทธิว 24:29-31; วิวรณ์ 11:15; ดาเนียล 2:44; อิสยาห์ 11:9
